ทักษะการเขียน Copywriting ทำให้ผมสร้างธุรกิจ 6 หลักได้ยังไง (Solopreneur ต้องมีทักษะนี้)

หลังจากเรียนจบผมได้เริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Solopreneur อย่างเต็มตัวแทนที่จะไปทำงานประจำเป็นวิศวกร และผมสามารถทำเงินได้กว่า 6 หลักภายใน 2 เดือน

(นับว่าเป็นการตัดสินใจที่บ้ามาก แต่ตอนนี้ผมว่าผมคิดถูกมาก ๆ 5555+)

ซึ่งทักษะที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานของ Solopreneur ทุกคนควรจะมีก็คือ

“ทักษะการเขียน” โดยเฉพาะการเขียนเชิงโน้มน้าวแบบ Copywriting

และถ้าคุณยังไม่เข้าใจว่าทำไมทักษะ Copywriting มันถึงสำคัญขนาดนั้น ผมจะบอกความลับอะไรบางอย่างให้ครับ

การที่คุณกดเข้ามาอ่านบทความนี้ หรือกดเข้ามาดูคลิปวิดีโอของผม มันมีทักษะ Copywriting อยู่เบื้องหลัง ทั้งชื่อบทความที่กระตุ้นความสงสัย ภาพหน้าปกที่น่าดึงดูด

เห็นไหมครับว่ามันอยู่ใกล้ตัวมาก ๆ และมันมีความสำคัญสุด ๆ เพราะถ้าผมไม่เข้าใจศาสตร์ Copywriting เราก็คงไม่ได้มาเจอกัน 555+

ทั้งหมดนี้อยู่ในกระบวนคิดของผมทั้งสิ้น แล้วผมจะมาบอกให้คุณรู้ในบทความนี้ครับ

  1. ทำไมการเขียนถึงสำคัญในยุคดิจิทัล?
  2. เส้นทางจากคนที่เขียนไม่เป็น สู่การสร้างรายได้จากการเขียน
    1. จากหนอนหนังสือ สู่นักเขียน
    2. เริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยเงิน 0 บาท (ใช้ทักษะการเขียนหาลูกค้า)
  3. Copywriting Ecosystem ในธุรกิจออนไลน์
    1. Social Media
    2. Landing page
    3. Blog
    4. Email Marketing
  4. วิธีเขียน Copywriting ที่ผมใช้ (แก่นหลัก ๆ ไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมรู้)
    1. สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเขียน
    2. โครงสร้างการเขียนที่ใช้ได้ผลเสมอ
    3. ตัวอย่าง Copywriting ตามโครงสร้าง Hook Body CTA

ทำไมการเขียนถึงสำคัญในยุคดิจิทัล?

ถ้าผมบอกว่าการทำธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะคนที่เป็น Solopreneur จำเป็นต้องมีทักษะการเขียน หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่อิน ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญยังไง ผมอยากให้คุณลองคิดตามครับว่า…

  • Content ใน Social Media – ต้องเขียน
  • ทำ Landing page ขายสินค้า – ต้องเขียน
  • ทำ Email marketing – ต้องเขียน
  • Sale script ตอบแชทลูกค้า – ต้องเขียน
  • Script video – ต้องเขียน

หลาย ๆ อย่างในเรื่องการตลาดและการขาย ล้วนมีพื้นฐานในเรื่องการเขียนหมดเลย และ Solopreneur ที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ต่างเป็นนักเขียนที่เก่งมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • Dan Koe
  • Donald Miller

การเขียนมันเป็นทักษะการสื่อสารอย่างหนึ่ง แต่ที่มันทรงพลังมาก ๆ ก็คือ คุณสื่อสารครั้งเดียว แต่มันสามารถใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ

อย่างโฆษณาต่าง ๆ ที่ใช้เวลาในการเขียน Script แค่ครั้งเดียว แต่ช่วยปิดการขายและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

หรือ Landing page ขายสินค้า ที่ใช้เวลาสร้างครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่คนกดเข้ามาใน Website ก็จะเข้าใจว่าสินค้าผมช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้ โดยที่ผมไม่ต้องมานั่งพูดให้ฟังใหม่ทุกรอบ

เพราะงั้น ถ้าคุณเป็นคนที่เขียนเก่ง สื่อสารได้ดี โอกาสในการเติบโตขึ้นทั้งด้านธุรกิจและชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เฉียบบบ 555+

แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องเทคนิคการเขียน ผมอยากพาทุกคนเข้ามาสู่เรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวของผมก่อนว่า

จากคนที่เขียนไม่เป็นเลย กลายมาเป็นคนที่เขียนขายของเก่ง จนสร้างธุรกิจได้ยังไง

ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันครับบบ

เส้นทางจากคนที่เขียนไม่เป็น สู่การสร้างรายได้จากการเขียน

จากหนอนหนังสือ สู่นักเขียน

ผมบอกเลยว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผมเลย มันเริ่มมาจากการเขียนครับ

ผมขอเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยผมอยู่มัธยมครับ ผมก็เป็นเด็กผู้ชายคนนึงที่วัน ๆ ทำอยู่ไม่กี่อย่าง ไปเรียน พักเที่ยงเล่นบาส ตกเย็นเล่นบาส และก็กลับบ้าน วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

แต่หลังจากเล่นบาสเสร็จ ตอนจะบ้านผมต้องเดินไปขึ้นรถสองแถวหน้าโรงเรียน ก่อนจะกลับผมมักจะแวะไปร้าน Se-ed ไม่ได้ไปอ่านหนังสือนะ ไปตากแอร์ 555+
(ตอนนั้นยังไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ)

แต่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเริ่มต้นอ่านหนังสือ อ่านเยอะมาก ไปอ่านแบบฟรี ๆ เพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีเงิน ก็ยืนอ่าน นั่งอ่านอยู่ในร้านจนสนิทกับพี่พนักงาน

ผมอ่านหนังสือเยอะมาก อ่านทุกหมวดที่จะอ่านได้ หนังสือพัฒนาตัวเอง ประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ วรรณแปลต่าง ๆ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็อ่าน ๆ ไปก่อนเพราะรู้สึกสนุก

ผมเคยได้ยิน Quote นึงที่บอกว่า

ไม่ใช่ทุกคนที่อ่านหนังสือจะประสบความสำเร็จ แต่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จล้วนอ่านหนังสือ

ผมอยากเป็นคนสำเร็จครับ ก็เลยอ่านไม่ยั้ง 555+

ผมอ่านหนังสือเยอะมากอยู่หลายปี ถามว่าเก่งขึ้นไหม แน่นอนผมเก่งขึ้น แต่สิ่งที่ผมพบก็คือ ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย อ่านมาก็ลืม บางอย่างก็แทบจะไม่ได้เอามาใช้อะไรเลย

และก็ได้เวลาเข้าเรื่องครับ 555+ จุดเปลี่ยนคือตอนที่ผมได้รู้สึกกับศาสตร์ Copywriting และตัดสินใจเปิด Page Facebook เริ่มเขียนบทความของตัวเอง เขียนสรุปบทเรียนจากหนังสือต่าง ๆ ที่ผมอ่านมา

จนมีคนเข้ามาอ่าน มากดแชร์ มาติดตามอ่านบทความใน Page ซึ่งนั่นมันทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะหลาย ๆ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เยอะมาก ๆ มันเกิดขึ้นตอนที่ผมลงมือทำ ไม่ใช่ตอนที่เอาแต่นั่งอ่านหรือฟังคนอื่น (ผมไม่ได้บอกให้คุณหยุดอ่านบทความนี้นะครับ 555+)

ผมเปลี่ยนตัวเองจากผู้บริโภค (คนอ่าน) ให้กลายเป็นผู้ผลิต (คนเขียน)

และมันทำให้ผมเห็นว่าผมสามารถสร้างประโยชน์ได้ สามารถดึงดูดผู้คน (Traffic) เข้ามาหาผมได้ เพียงเพราะว่าผมเขียนเก่ง

เริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยเงิน 0 บาท (ใช้ทักษะการเขียนหาลูกค้า)

หลักจากที่ผมได้เรียนรู้เรื่องทักษะการเขียน การทำ Value content ให้ความรู้จนเริ่มมีผู้ติดตาม ผมเลยเริ่มอยากจะหารายได้จากมัน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจแรกแบบจริง ๆ จัง ๆ กับเพื่อนอีก 3 คน

โดยผมมองหาสินค้าที่ใกล้ตัว ที่ผมสนใจและใช้มันอยู่แล้ว ตอนนั้นผมเลยคิดจะขายสมุด Planner แบบ Bullet journal หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า BUJO

สิ่งที่ผมทำตอนนั้นกับเพื่อนก็คือ เปิด Page facebook ขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า “อยากเขียน BUJO” เอาจริงตอนั้นเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน BUJO ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทยเท่าไหร่

ผมเลยใช้ทักษะการเขียนของผม ทำ Content ลงเพจวันเว้นวันเลย เขียนตาแตกมาก 555+

ใช้เวลาไม่นานก็มีผู้ติดตามถึงหลักพัน จนเริ่มมีคนทักมาสนใจซื้อสมุดบันทึก ตอนนั้นพวกผมไม่มีสมุดอยู่กับตัวเลยครับ

เราใช้วิธีการ Pre-order ให้ลูกค้าสั่งมาก่อน จากนั้นเราก็สั่งจากโรงงานในจีนให้จัดส่งมาให้อีกที ตอนนั้นลูกค้าต้องรอประมาณ 14 วันเลย แต่ก็มีคนยินดี

ทำให้เราสามารถขายของได้โดยใช้เงินทุนแค่ 0 บาท ลูกค้าก็มาแบบ Organic ไม่ได้ยิงแอดเลย

ก่อนที่เราจะเริ่มต่อยอดไปสู่การยิง Ads ใน Facebook เปลี่ยนโมเดลการขายจากที่ขายสมุด กลายมาเป็นขายคอร์สสอนเขียนแบบ BUJO แล้วแถมสมุดแทน

ซึ่งตอนนี้เองทำให้ผมเห็นถึงพลังของ Copywriting เขาไปอีก เพราะว่าผมใช้เวลาในการเขียน Ads โฆษณาแค่ครั้งเดียว จากนั้นก็นำไปยิงแอด แต่โฆษณาตัวนั้นตัวเดียว สามารถทำเงินให้ผมได้เป็นแสน (โคตรบ้าาา)

จนพวกผมสามารถสร้างยอดขายไปสู่ 6 หลักได้สำเร็จ ตอนนั้นคือดีใจมาก ๆ สำหรับเด็กปี 1 แบบผม

หลังจากนั้นผมก็ไปจับธุรกิจอีกหลาย ๆ ตัวเลย จนสุดท้ายก็มาเลือกเส้นทางการเป็น Solopreneur โดยเน้นไปที่การขาย Digital products อย่าง Notion template และ Online course (ซึ่งทั้งหมดผมใช้ทักษะการเขียนหมดเลย)

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าคงเห็นความสำคัญของทักษะ Copywriting แล้ว และคงเข้าใจว่าทำไมผมถึงอินกับมันขนาดนี้

ต่อไปผมจะมาพูดถึงเรื่อง Copywriting Ecosystem กันบ้าง ว่าคุณสามารถนำความรู้ในเรื่องการเขียน ไปใช้ในส่วนไหนของโลกธุรกิจได้บ้าง ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนที่อยากเป็น Solopreneur

Copywriting Ecosystem ในธุรกิจออนไลน์

จากที่ผมได้เกริ่นไปตอนแรกแล้วว่าทักษะการเขียนมันสำคัญเพราะว่า หลาย ๆ อย่างในงานการตลาดและการขาย ล้วนมีพื้นฐานมาจากการเขียนหมดเลย

จากภาพเป็น Sale funnel ง่าย ๆ ในการใช้หาเงินในโลกออนไลน์

  • Social medial ใช้ในการดึงดูด Traffic (ต้องการ Awareness และ Engagement)
  • Website blog ใช้ในการหา Traffic เช่นกัน
  • Landing page ใช้ในการเก็บ Lead และปิดการขาย
  • Email Marketing พาลูกค้าไต่ขั้นบันได พาไปซื้อสินค้าใหม่ ๆ สร้างความสัมพันธ์

ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้ทักษะการเขียนหมดเลย และใน Part นี้ผมจะมาโชว์ตัวอย่างในแต่ละส่วน ว่าเบื้องหลังของมันมี Copywriting ซ่อนอยู่ยังไง

Social Media

ไม่ว่าจะ Platform อะไรก็ตามสิ่งที่เขาอยากจะได้จากคุณมากที่สุดเลยก็คือ “ความสนใจ” ทุก ๆ Content ล้วนต้องการให้คุณหยุดดู แล้วเข้าไปติดตามเรื่องราวของเขาจนจบ ก่อนที่จะนำเสนออะไรบางอย่างให้กับคุณ

ซึ่งแน่นอนครับว่า การที่จะ Hook หรือดึงดูดให้คนสนใจได้ มันใช้ทักษะ Copywriting ครับ (เห้ยย บ้าบออ 555+)

ถ้าคุณเป็นคนที่ทำ Content บนโลกออนไลน์ และเข้าศาสตร์ของ Copywriting คุณจะไปได้ไกลกว่าคนอื่นมาก ๆ ครับ ผมรับประกันเลย (รอดูการเติบโตของผมได้เลยครับ)

Landing page

วัตถุประสงค์ของมันคือการปิดการขายหรือไม่ก็ควรได้ Lead (Email) ของลูกค้ามา ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ สื่อสารให้ลูกค้า “ตัดสินใจ” ซื้อสินค้าของคุณ

เบื้องหลังแนวคิดในการทำ Landing page จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ ไม่ใช่อยากจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ จะใส่ภาพอะไรก็ใส่ ทั้งหมดถูกคิดมาแล้วว่าจะต้องเรียงลำดับอย่างไร ซึ่งมันมีพื้นฐานมาจากทักษะการเขียน Copywriting

Blog

อันนี้ผมมองว่ามันคือคลังความรู้ของ Solopreneur อย่างเราเลย มันแสดงถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเรา เพราะถ้าไม่รู้จริงคงเขียน Blog post ยาว ๆ ไม่ได้ (แต่เดี๋ยวนี้มี AI แล้วก็เถอะ 555+)

แต่มันก็ไม่เหมือนกับคนจริง ๆ มาเขียนประสบการณ์ตัวเองอยู่ดี รวมทั้งการเขียน Blog ยังช่วยในเรื่องของการหา Traffic เข้ามาผ่าน SEO หรือเวลาที่คน Search ข้อมูลใน Google แล้วเจอ Website ด้วย

สุดท้ายเมื่อลูกค้าเข้ามาอ่าน Blog ของเรา เขาก็จะเจอกับคำตอบที่เขาสงสัย ได้เข้ามาอ่าน Story บางอย่าง และสุดท้ายก็อาจจะมีการนำเสนอสินค้าหรือบริการให้กับว่าที่ลูกค้าต่อไป

และแน่นอนมันก็ต้องเขียนครับ

Email Marketing

อันนี้ในไทยอาจจะไม่ค่อยมากนัก แต่ในการทำธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะ Solopreneur ทุกคนต้องมี Email list เป็นของตัวเองครับ

Dan Koe Solopreneur ต่างประเทศ มี Email list ประมาณ 150,000 – 200,000 คน
(โอ้มายก้อดดด)

ลองคิดเล่น ๆ ว่าเขาเขียน Email ได้คม ๆ ส่งไปหาคน 2 แสนคน ขอแค่ 10% ที่เปิดอ่าน (20,000 คน) และมีแต่ 1% ของคนที่เปิดอ่านซึ่งสินค้าของเขา (200 คน)

หากสินค้าของเขาราคา 1,000 บาท

เขาจะหาเงินได้ = 1,000 * 200 = 200,000 บาท

หาเงินได้ 2 แสนจากการส่ง Email แค่ฉบับเดียว บ้าไปแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างคร่าว ๆ ที่ผมยกมาให้ดู เพื่อให้เห็นว่าการเขียนมันสำคัญจริง ๆ แค่คุณเขียนเก่ง ก็หาเงินได้แล้ว สุดยอดดด

วิธีเขียน Copywriting ที่ผมใช้ (แก่นหลัก ๆ ไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมรู้)

ทีนี้มาพูดถึงวิธีการในการเขียน Copywriting ของผมบ้าง ซึ่งขอบอกก่อนเลยว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมรู้ แต่ผมจะคัดมาแต่แก่นจริง ๆ ที่ให้คุณเอาไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด (เพราะตอนต้นเราน้ำมาเยอะแล้ว 555+)

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเขียน

ก่อนจะเริ่มเขียนอะไรก็ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ข้อมูล”

สิ่งที่คุณควรมีอยู่ในใจเสมอเลยก็คือ รู้เขา + รู้เรา

“รู้เขา” ในที่นี้คือรู้ว่าคุณกำลังสื่อสารกับใครอยู่

  • ลูกค้าหรือคนที่เรากำลังสื่อสารด้วยคือใคร?
  • ปัญหาของเขาคืออะไร?
  • ความเจ็บปวดของเขาคืออะไร?
  • สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร?
  • เป้าหมายของเขาคืออะไร?
  • เวลาว่างเขาชอบทำอะไร?
  • เขามาเจอกับ Copywriting ของคุณตอนไหน?
  • Influencer ที่เขาติดตามคือใคร?

ยิ่งคุณรู้ละเอียดเท่าไหร่ คุณยิ่งสื่อสารได้เฉียบคมมากขึ้นเท่านั้น

“รู้เรา” คือการรู้ข้อมูลของสิ่งที่คุณจะนำเสนอ ถ้าคุณขายสินค้า สิ่งที่คุณต้องรู้คือ

  • สินค้าหรือบริการของเราคืออะไร? (What)
  • องค์ประกอบของมันคือ? (Feature)
  • ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ยังไงบ้าง? (Benefit)
  • ช่วยด้วยวิธีการแบบไหน? (How)
  • ราคาเท่าไหร่? (How much)
  • มีคนเคยใช้มาก่อนไหม รีวิวเป็นไงบ้าง? (Review)

แต่ถ้าคุณจะเล่าเรื่องที่ไม่ใช่ขายสินค้า

คุณก็ต้องรู้เรื่องที่จะเล่าจริง ๆ Research ข้อมูล นำความรู้และประสบการณ์มาย่อย เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะผู้อ่านหรือผู้ฟัง เขารับรู้ได้ครับ ว่าใครรู้จริงไม่จริง

โครงสร้างการเขียนที่ใช้ได้ผลเสมอ

นั่นคือ Hook Body CTA ง่าย ๆ แค่นี้เลยครับ

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าการสื่อสารเชิงโน้มน้าว ไม่ว่าจะโครงสร้างแบบไหน หลัก ๆ ไม่พ้นจาก 3 ส่วนนี้

อยู่ที่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร และบางทีก็ตั้งต้นจาก 3 ตัวนี้แล้วแยกย่อยออกมาเป็นหลาย ๆ ส่วนเพิ่มเติม

เช่น Body อาจจะเรียกว่าเป็น Story

หรือ Body อาจจะแยกออกไปว่าประกอบด้วย Content, Benefit,Proof และ Offer

ผมว่าเพื่อน ๆ คงคิดในใจว่า “อะไรวะเนี่ย” งงไปหมด อย่าพึ่งงงกันนะครับ 555+

เอาเป็นว่าการสื่อสารเชิงโน้มน้าวมีแก่นหลัก ๆ มาจากโครงสร้างเดียวกันคือ Hook Body CTA

ดังนั้นผมจะมาอธิบายแต่ละส่วนแบบสั้น ๆ ให้ฟังว่าเขาโฟกัสอะไร

  • Hook – เน้นดึงความสนใจ
  • Body – เน้นเล่าเรื่องราว ตอบทุกข้อสงสัย ให้ผู้อ่านคล้อยตามไปกับเรื่องราวของเรา
  • CTA – กระตุ้นให้ผู้อ่านกระทำในสิ่งที่เราต้องการ

พอคุณเข้าใจว่าแต่ละส่วนควรจะโฟกัสอะไร ที่เหลือก็แค่ไป Design การสื่อสารว่าจะเล่าเรื่องราวยังไงเท่านั้นเอง

ซึ่งผมอยากจะย้ำว่า อย่าไปยึดติดในโครงสร้างพวกนี้มากครับ แค่ให้เข้าใจว่ามันทำงานยังไงก็พอ

ถ้าให้อธิบายเป็นภาษาพูดที่เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ

Hook เป็นประโยคเปิดหรือข้อความแรกที่ผู้อ่านเห็น แล้วถูกระตุ้นให้หยุดอ่านหรือสนใจในเรื่องราวของเรา

จากนั้นก็จะเข้ามาสู่ Body ซึ่งเป็น Storytelling ที่เราเตรียมไว้เพื่อทำให้คนอ่านคล้อยตามและเห็นด้วยกับสิ่งที่เรานำเสนอ

และทิ้งท้ายด้วย CTA ที่บอกให้ผู้อ่านลงมือทำสิ่งที่เราต้องการ เช่น สั่งซื้อสินค้า

ตัวอย่าง Copywriting ตามโครงสร้าง Hook Body CTA


[HOOK]
“จาก ‘เขียนขายไม่เป็น’ สู่ ‘ยอดขาย 6 หลัก’ ภายใน 45 วัน ด้วยทักษะ Copywriting ที่ใครก็เรียนได้”


ตรงนี้ทั้งหมดคือส่วนของ BODY

[CONTENT]
ผมเคยเป็นเหมือนคุณ… ลองขายของออนไลน์มาทุกอย่าง ทั้งเสื้อผ้า อาหารเสริม คอร์สเรียน แต่ยอดขายแทบจะเป็นศูนย์ เพราะไม่รู้จะเขียนข้อความขายยังไง

จนกระทั่งวันนึง ผมได้เรียนรู้เทคนิค Copywriting จากเซียนตัวจริง และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตผมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

[BENEFIT]
คอร์ส “Pro Copywriter” จะช่วยให้คุณ:

✓ เขียนข้อความขายที่โดนใจลูกค้าได้ภายใน 7 วัน
✓ เข้าใจจิตวิทยาการขายที่ทำให้ลูกค้ากดซื้อทันที
✓ สร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือด้วยการเล่าเรื่อง
✓ เพิ่มยอดขายได้อย่างน้อย 300% ในเดือนแรก
✓ มีอิสระทางการเงิน ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก

[PROOF]
“เมื่อก่อนขายของไม่ออกเลย พอได้เรียนคอร์สนี้ ยอดขายเดือนแรกพุ่งเป็น 180,000 บาท” – คุณนัท “
จากยอดวิวหลักร้อย ตอนนี้คอนเทนต์ผมมียอดวิวเป็นหลักแสนทุกชิ้น” – คุณเบน
“ลงทุนไป 9,900 บาท แต่สร้างรายได้กลับมา 250,000 บาทในเดือนเดียว” – คุณมิ้นท์

[OFFER]
ราคาปกติ 6,990 บาท
⚡️ Early Bird พิเศษเหลือเพียง 3,990 บาท 🎁
ฟรี! Template การเขียน Copy มูลค่า 1,290 บาท 🎁
ฟรี! Consulting 1 ต่อ 1 มูลค่า 2,900 บาท รวมมูลค่ากว่า 4,190 บาท


[CTA]
👉 สมัครตอนนี้ รับส่วนลดทันที 10% ลิงก์สมัคร: http://www.example.com/pro-copywriter (เหลือที่นั่งอีกเพียง 20 ที่นั่งสุดท้าย)


เป็นไงบ้างครับ พอเห็นตัวอย่างแล้วเข้าใจมากขึ้นไหมครับ จากตัวอย่างอันนี้เป็น Copywriting ในการเขียนขายสินค้าใน Social Media

ถ้าเป็นใน Landing page อาจจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะมีพื้นที่ให้เล่าเรื่องเยอะ และสามารถสื่อสารผ่านภาพหรือ Video เพิ่มได้อีกด้วย

ซึ่งในส่วนของ Body ก็มีเนื้อหาแยกย่อยออกไป มันคือส่วนของการเล่าเรื่อง อยู่ที่ว่าเราจะนำเสนอยังไง

ในตัวอย่างก็จะมี Content, Benefit, Proof และ Offer ทั้งหมดมีเพื่อเล่าเรื่องราวและโน้มน้าวให้ลูกค้าสนใจสินค้าตัวนี้

ซึ่งเทคนิคการเขียน Hook ที่ดีก็มีเยอะมาก ๆ
เทคนิคการเล่าเรื่องใน Body ก็มีเยอะสุด ๆ
CTA ก็มีหลากหลายแบบ

เพราะงั้นผมคงไม่สามารถนำทั้งหมดที่ผมรู้มาเขียนได้ในบทความนี้บทความเดียวแน่นอนครับ 555+

เอาเป็นว่ารอติดตามในบทความต่อ ๆ ไป หรือถ้าใครอยากรู้เลยก็เข้าไปสมัคร Copywriting Made Simple คอร์สสอนเขียนของผมได้เลยครับ ><

คิดเห็นยังไงกับบทความนี้ Comment บอกเอิร์ธได้เลยนะค้าบบ อ่านทุกความ Comment แน่นอนงับ ><


Discover more from Earth Rati

Subscribe to get the latest posts sent to your email.

Leave a comment

Discover more from Earth Rati

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading